วิธีกรอกใบคำขอเอาประกันชีวิตให้ปลอดภัยเวลาเคลม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเอกสารที่มีผลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในการทำสัญญาประกันคือ "ใบคำขอเอาประกัน"
หรือบางคนก็อาจจะเรียกสั้น ๆ ว่า ใบคำขอ หรือ ใบสมัครนะคะ
ใบคำขอเอาประกันของแต่ละบริษัทประกันหน้าตาอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็มีเนื้อหาสาระสำคัญที่ใกล้เคียงกันค่ะ
คำถามที่อยู่ในใบคำขอล้วนสำคัญและจำเป็นกับการพิจารณารับประกันและการพิจารณาเคลมทั้งหมด
หากตอบไม่ครบ หรือตอบไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจทำให้บริษัทปฏิเสธการเคลม บอกล้างสัญญา หรือปฏิเสธการต่ออายุสัญญาได้เลยค่ะ
วันนี้น้ำจะพาเจาะลึกใบคำขอเอาประกันชีวิตของเอไอเอทีละข้อนะคะ ว่าแต่ละข้อมีความสำคัญต่อการพิจารณารับประกันอย่างไร และควรกรอกอย่างไรให้ปลอดภัยต่อการเคลมที่สุดค่ะ การเคลมในที่นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการเคลมค่ารักษา แต่หมายรวมถึงการเคลมสินไหมมรณกรรม เงินชดเชยโรคร้ายแรง เงินชดเชยรายได้ และเงินชดเชยอุบัติเหตุต่าง ๆ ด้วยนะคะ
บริษัทพิจารณารับพนักงานจากคุณสมบัติในใบสมัครฉันใด บริษัทประกันก็รับผู้ขอเอาประกันเข้ามาเป็นลูกค้าจากคุณสมบัติในใบคำขอเอาประกันฉันนั้น โดยทั้งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายคือบริษัทประกันและผู้เอาประกันต่างต้องยึดถือ "หลักสุจริตอย่างยิ่ง" ในการทำประกันค่ะ
ผู้ขอเอาประกันทุกคนจึงต้องให้ความสำคัญมาก ๆ กับการ
- กรอกข้อมูลในใบคำขอเอาประกันตามความเป็นจริง
- ตรวจสอบใบคำขอเอาประกันก่อนเซ็นชื่อทุกครั้งว่าตัวแทนได้กรอกข้อมูลครบถ้วนตามที่ผู้ขอเอาประกันแจ้งข้อมูลไปหรือไม่
- ตรวจสอบให้ดีว่าข้อมูลใบคำขอเอาประกันที่อยู่ในเล่มกรมธรรม์มีข้อมูลที่ตรงกับใบคำขอเอาประกันที่ได้ลงลายมือชื่อไป
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 กล่าวไว้ว่า
ซึ่งในตอนที่รับทำประกันนั้น บริษัทประกันจะถือว่าข้อมูลทุกอย่างที่ผู้ขอเอาประกันกรอกมาในใบคำขอ เป็น "ความจริง" ทุกประการ ถ้าผู้ขอเอาประกันกรอกมาว่าผลตรวจปกติ ผลการรักษาหายดีแล้ว ไม่เคยตรวจเจอหรือรักษาโรคใด บริษัทประกันก็จะเชื่อตามที่ผู้ขอเอาประกันกรอกมาในใบคำขอ โดยบริษัทประกันอาจจะขอหลักฐานเป็นผลตรวจสุขภาพหรือประวัติการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้ค่ะ
การขอหลักฐานจะทำให้การพิจารณารับประกันล่าช้ากว่าเดิม จากการที่ต้องรอประวัติการรักษาจากแต่ละรพ.ราว 1-4 สัปดาห์ แล้วแต่ขั้นตอนของแต่ละรพ. ไม่นับรวมระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันต้องอ่านประวัติการรักษาทั้งหมด เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณารับประกัน ในหลาย ๆ ครั้งบริษัทประกันจะเชื่อตามข้อมูลที่ผู้ขอเอาประกันแจ้งมาในใบคำขอเลย โดยที่ไม่ได้ขอหลักฐานเพิ่มเติม โดยบริษัทประกันจะไปรู้อีกทีว่าผู้เอาประกันปกปิดหรือไม่ตอนเคลมค่ะ

สาเหตุที่บริษัทประกันมารู้ว่าผู้เอาประกันปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ตอนเคลม เป็นเพราะว่าในการเคลมประกันนั้น
หากโรคที่ผู้เอาประกันยื่นแฟกซ์เคลมเป็นโรคที่บริษัทประกันสงสัยว่าอาจเป็นมาก่อนทำประกัน บริษัทประกันมีสิทธิ์ที่จะให้ผู้เอาประกันสำรองจ่ายค่ารักษาและส่งเอกสารเคลมประกันเข้าบริษัทพร้อมใบมอบอำนาจขอประวัติให้บริษัทสืบค้นว่ามีประวัติการรักษาอยู่ที่รพ.ใดบ้าง มีการปกปิดประวัติการรักษาหรือไม่ เป็นระยะเวลา 90 วันค่ะ
หากในช่วง 90 วันนี้ บริษัทไม่เจอว่ามีการปกปิดประวัติรักษา ก็จะอนุมัติเคลมออกมาตามปกติ
แต่หากบริษัทเจอว่ามีการปกปิดประวัติการรักษา และประวัติการรักษานั้นมีผลกับการพิจารณารับประกัน โดยที่ประวัติการรักษานั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เคลมหรือไม่ก็ได้ นอกจากที่ผู้เอาประกันจะเคลมไม่ได้แล้ว ในกรณีที่กรมธรรม์ยังมีอายุไม่ครบ 2 ปี บริษัทสามารถใช้สิทธิ์บอกล้างสัญญากรมธรรม์(โมฆียะ) คืนเบี้ยประกันที่ชำระมาทั้งหมด หักล้างด้วยเงินเคลมที่ผู้เอาประกันอาจจะเคยได้รับจากบริษัทไปได้ก่อนหน้านี้ และในกรณีที่กรมธรรม์อายุครบ 2 ปีแล้ว บริษัทสามารถใช้สิทธิ์ ไม่ต่ออายุสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาของผู้เอาประกันได้ค่ะ
ในระยะหลังมานี้ บริษัทประกันมีบริการ Pre-Authorization ประเมินค่ารักษาก่อนวันผ่าตัดจริง เพื่อให้ผู้เอาประกันไม่ต้องไปลุ้นว่าจะเคลมได้หรือไม่ได้ในวันที่ผ่าจริงด้วย ซึ่งบริการนี้ผู้เอาประกันจะต้องเซ็นใบมอบอำนาจขอประวัติ ให้บริษัทเช็คประวัติการรักษาเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติเคลมค่าผ่าตัด ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาของผู้เอาประกันได้ ผ่านกระบวนการนี้ด้วยค่ะ
ใบคำขอเอาประกันชีวิตของเอไอเอถามอะไรบ้าง?
แต่ละคำถามสำคัญอย่างไร
และต้องกรอกใบคำขอเอาประกันชีวิตอย่างไร
ถึงจะถือว่าไม่ปกปิดประวัติการรักษา?
สำหรับใบคำขอเอาประกันชีวิตของเอไอเอ ณ ปัจจุบันนั้น จะประกอบไปด้วย คำถามทั้งหมด 29 ข้อ นะคะ นอกจากนี้ก็จะมีแบบสอบถามการตรวจสุขภาพ และใบชี้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมในกรณีที่พื้นที่ในใบคำขอไม่เพียงพอให้กรอกข้อมูลทั้งหมดค่ะ ซึ่งทางเอไอเอเองจะมีการอัปเดตรูปแบบใบคำขอให้ลดความกำกวมและมีความรัดกุมในการกรอกข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ในปัจจุบันการกรอกใบคำขอจะอยู่ในรูปแบบของการกรอกออนไลน์ทั้งหมด หากยังกรอกข้อมูลไม่ครบ ลูกค้าก็จะไม่สามารถเซ็นชื่อในเอกสารได้ ช่วยป้องกันการปลอมแปลงบิดเบือนข้อมูลในใบคำขอเอาประกันจากฝั่งตัวแทนไปได้ส่วนนึงค่ะ
เมื่อเซ็นเรียบร้อยแล้ว ลูกค้ามีสิทธิ์ที่จะขอให้ทางตัวแทนส่งไฟล์ pdf จากระบบของเอไอเอไว้ให้เป็นหลักฐานก่อนรับเล่มกรมธรรม์ได้อีกทางนึงนะคะ ว่าใบคำขอที่ลูกค้าได้ลงลายมือชื่อไปมีข้อมูลถูกต้องครบถ้วนตามที่ลูกค้าได้แจ้งกับตัวแทนหรือไม่ค่ะ สามารถดูตัวอย่างไฟล์ pdf ที่ว่าได้จากรูปประกอบบทความนี้นะคะ ระหว่างที่กรมธรรม์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ หากมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมที่ลืมกรอกไปในใบคำขอแล้วพึ่งนึกขึ้นได้ ก็สามารถเซ็นใบเปลี่ยนแปลง ชี้แจ้งเพิ่มเติมเข้าไปได้ด้วยค่ะ
ความสำคัญของ คำถาม 29 ข้อ ในใบคำขอเอาประกันชีวิตของเอไอเอ
คำถามข้อ 1 : ข้อมูลระบุตัวตน
ชื่อ-นามสกุลปัจจุบัน ชื่อ-นามสกุลเดิม เพศ อายุ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน/เลขหนังสือเดินทาง(กรณีที่เป็นชาวต่างชาติ) สถานภาพ สัญชาติ ชื่อ-นามสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของสามี/ภรรยา
ข้อมูลนี้ใช้ในการคำนวณเรตเบี้ยประกัน และใช้อ้างอิงเมื่อมีการเคลมเกิดขึ้นนะคะ
คำถามข้อ 2 : ข้อมูลติดต่อ
ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่ปัจจุบัน ที่อยู่ที่ทำงาน สถานที่ติดต่อ อีเมล เบอร์โทร วิธีรับกรมธรรม์
ข้อมูลนี้ใช้ในการติดต่อลูกค้า ส่ง OTP ยืนยันตัวตน สืบประวัติการรักษาจากรพ.ในรัศมีรอบที่อยู่ค่ะ
คำถามข้อ 3 : ข้อมูลอาชีพ
อาชีพ ตำแหน่งงาน ลักษณะงาน ลักษณะธุรกิจ รายได้ การใช้จักรยานยนต์ในการทำงาน
ข้อมูลนี้ใช้ในการตรวจสอบความเสี่ยงของลักษณะงานซึ่งมีผลต่อเบี้ยประกันและการพิจารณารับประกัน
ใช้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ความพร้อมในการชำระเบี้ยประกันในระยะยาว
วงเงินชดเชยที่สามารถทำได้เมื่อเทียบกับรายได้ต่อปี
หากกรอกรายได้สูงกว่าความเป็นจริง เพื่อให้ซื้อเงินชดเชยได้ในวงเงินสูงกว่ารายได้ที่แท้จริง
เมื่อมีการเคลมเกิดขึ้นแล้วประกันมาสืบทราบรายได้ที่แท้จริงภายหลัง สามารถปฏิเสธการจ่ายเคลมคืนเบี้ยประกันได้ค่ะ
คำถามข้อ 4 : แบบประกัน
สัญญาหลัก สัญญาเพิ่มเติม บัญชีธนาคาร เบี้ยประกัน วิธีชำระเบี้ย
ข้อมูลนี้ใช้ในการดูว่าผู้เอาประกันสมัครทำประกันแบบใดเข้ามา และบริษัทสามารถรับประกันได้ภายใต้เงื่อนไขไหนนะคะ
คำถามข้อ 5 : ข้อมูลผู้รับประโยชน์
ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน อายุ ความสัมพันธ์ ที่อยู่ ร้อยละของผลประโยชน์
ข้อมูลนี้ใช้ในการดูว่าผู้รับประโยชน์มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เอาประกันอย่างไร
ในกรณีที่ไม่มีญาติเหลืออยู่แล้ว สามารถระบุยกเงินประกันเข้ากองมรดก
แล้วเขียนพินัยกรรมกำกับกองมรดกอีกทีได้ค่ะ ว่าต้องการยกเงินก้อนนี้ให้ใครหรือองค์กรใด
ในกรณีที่ผู้เอาประกันถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตาย บริษัทประกันจะจ่ายมูลค่าเวนคืน/คืนเบี้ยประกันให้
ทายาทโดยธรรมของผู้เอาประกันที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการฆาตกรรมนั้นค่ะ
คำถามข้อ 6-11 : คำถามสำหรับผู้ขอเอาประกันที่เป็นผู้เยาว์ อายุต่ำกว่า 16 ปี (หากอายุตั้งแต่ 20 ปีเป็นต้นไป ข้ามไปดูข้อ 14-26 ได้เลยค่ะ)
คำถามข้อ 6 : ข้อมูลบิดา มารดาของผู้เยาว์
ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน การมีชีวิตอยู่
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าใครเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของผู้เยาว์
เนื่องจากผู้เยาว์จะทำนิติกรรมไม่ได้ หากไม่มีผู้ปกครองตามกฎหมายเซ็นกำกับค่ะ
คำถามข้อ 7 : ข้อมูลประกันของผู้เยาว์
บริษัทประกัน วงเงินเอาประกันชีวิต เงินชดเชยโรคร้ายแรง เงินชดเชยอุบัติเหตุ เงินชดเชยรายวันนอนรพ.
ที่ผู้เยาว์ทำไว้แล้วกับบริษัทอื่น หรือกำลังขอเอาประกันอยู่
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าเงินชดเชยเดิมมีอยู่แล้วเท่าไหร่ เพื่อคำนวณเทียบกับรายได้ของผู้ปกครองว่า
สามารถทำประกันเงินชดเชยชีวิต โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และนอนรพ.เพิ่มได้อีกไม่เกินเท่าไหร่
หากไม่แถลงข้อมูลตามความเป็นจริง แล้วบริษัทสืบทราบภายหลังตอนเคลมว่าเงินชดเชยที่ทำ
สูงกว่าศักยภาพการชำระเบี้ยประกันตามรายได้ที่แท้จริงของผู้ปกครอง บริษัทสามารถปฏิเสธการจ่ายเคลมคืนเบี้ยประกันได้ค่ะ
คำถามข้อ 8 : ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกันของผู้เยาว์
ผู้เยาว์เคยถูกปฏิเสธการรับประกัน เลื่อนการรับประกัน เพิ่มเบี้ยประกัน เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกัน จากการขอเอาประกันภัย การขอต่ออายุ การขอกลับคืนสู่สถานะเดิมหลังประกันขาด หรือไม่ ด้วยสาเหตุใด
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าผู้เยาว์มีความเสี่ยงในการรับประกันหรือไม่นะคะ เช่น หากเคยถูกบริษัทอื่นปฏิเสธการรับประกันมา
ผู้พิจารณาจะเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณารับประกันมากขึ้นค่ะ
ปฏิเสธการรับประกัน คือ บริษัทพิจารณาความเสี่ยงด้านอาชีพ/สุขภาพแล้วไม่สามารถทำประกันได้เลย
เลื่อนการรับประกัน คือ การมีประวัติสุขภาพบางอย่างที่ผลการวินิจฉัยหรือการรักษายังไม่เป็นที่สิ้นสุด บริษัทจึงขอรอให้ผลการวินิจฉัยหรือการรักษาเป็นที่สิ้นสุดก่อน ค่อยกลับมาพิจารณารับประกันกันใหม่
เพิ่มเบี้ยประกัน คือ การต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงกว่าคนอื่นจากปัจจัยเรื่องอาชีพ/สุขภาพ
เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกัน คือ การที่มีข้อยกเว้นไม่คุ้มครองโรคบางโรคจากประวัติการรักษา
คำถามข้อ 9 : BMI ของผู้เยาว์
ส่วนสูง น้ำหนัก การเพิ่มลดของน้ำหนักในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และสาเหตุที่น้ำหนักเปลี่ยนแปลง
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าผู้เยาว์ผอมไปหรืออ้วนไปหรือไม่ มีพัฒนาการการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักส่วนสูงที่สัมพันธ์กันหรือไม่
ในหลาย ๆ ครั้งการที่น้ำหนักลดลงมากเกินไป หรือเพิ่มขึ้นมากเกินไปในระยะเวลาแค่ 6 เดือน ก็บ่งชี้ถึงสุขภาพที่ไม่ปกติได้ค่ะ
คำถามข้อ 10 : ความสมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจของผู้เยาว์
ความพิการ ทุพพลภาพ เอดส์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคร้ายแรง สุขภาพทางร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ดี
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าผู้เยาว์แข็งแรงสมบูรณ์ดีหรือไม่ เด็กบางคนอาจเกิดมาพร้อมภาวะตัวเหลือง คลอดก่อนกำหนด ลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง
รวมถึงในระยะหลังมีการพาเด็กพบจิตแพทย์หรือแพทย์ด้านพัฒนาการมากขึ้น หากมีประวัติดังกล่าว ให้แถลงในข้อนี้ได้เลยค่ะ
คำถามข้อ 11 : ประวัติการรักษาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาของผู้เยาว์
ประวัติการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจนต้องพบแพทย์ที่รพ. การตรวจสุขภาพ ตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค การผ่าตัด การได้รับคำแนะนำจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์ทางเลือก
ข้อมูลนี้สำคัญมากต่อการพิจารณารับประกันค่ะ ถึงแม้ในใบคำขอจะระบุแค่ 5 ปีย้อนหลัง แต่ก็แนะนำให้แถลงประวัติทั้งหมดตั้งแต่แรกคลอดจะปลอดภัยที่สุดค่ะ ประวัติที่เกิน 5 ปี สามารถแถลงได้ที่ข้อ 26 ที่มีไว้สำหรับชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมนะคะ หากผู้ปกครองไม่มั่นใจว่าจำประวัติการรักษาทั้งหมดของลูกได้หรือไม่ แนะนำให้ขอประวัติการรักษาประกอบการพิจารณารับประกันไปเลยค่ะ เพราะอาการที่หา กับโรคที่แพทย์ระบุในประวัติการรักษา บางครั้งก็ไม่ตรงกันทั้งหมดค่ะ
คำถามข้อ 12-13 : คำถามสำหรับผู้ชำระเบี้ยประกันภัยของผู้ขอเอาประกันที่เป็นผู้เยาว์
คำถามข้อ 12 : ข้อมูลระบุตัวตนและอาชีพของผู้ชำระเบี้ย
ชื่อ-นามสกุล ความสัมพันธ์ อายุ เพศ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน/หนังสือเดินทาง
ชื่อ-นามสกุลของภรรยา/สามีและเลขบัตรประจำตัวประชาชน
อาชีพ ตำแหน่งงาน รายได้ต่อปี ลักษณะงานที่ทำ ลักษณะธุรกิจ
ผู้ชำระเบี้ยคือคนที่ต้องเซ็นเอกสารคู่กันในกรมธรรม์กับผู้เยาว์ และรับเงินเคลมแทนผู้เยาว์ จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะอายุ 20 ปีบริบูรณ์
โดยปกติจะระบุเป็นบิดา หรือ มารดา เว้นแต่ บิดามารดาไม่อยู่ทั้งคู่แล้ว ผู้ชำระเบี้ยถึงจะสามารถระบุเป็นผู้ปกครองที่ตั้งโดยคำสั่งศาลได้
บริษัทจะดูศักยภาพในการชำระเบี้ยประกันระยะยาว และเงินชดเชยที่ผู้เยาว์จะสามารถทำได้ จากอาชีพและรายได้ของผู้ชำระเบี้ย
หากไม่แถลงข้อมูลรายได้ของผู้ชำระเบี้ยตามความเป็นจริง แล้วบริษัทสืบทราบภายหลังตอนเคลมว่าเงินชดเชยที่ทำ
สูงกว่าศักยภาพการชำระเบี้ยประกันตามรายได้ที่แท้จริงของผู้ปกครอง บริษัทสามารถปฏิเสธการจ่ายเคลมคืนเบี้ยประกันได้ค่ะ
คำถามข้อ 13 : ข้อมูลติดต่อของผู้ชำระเบี้ย
ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่ปัจจุบัน ที่อยู่ที่ทำงาน สถานที่ติดต่อ อีเมล เบอร์โทร
ข้อมูลนี้ใช้ในการติดต่อลูกค้า ส่ง OTP ยืนยันตัวตน สืบประวัติการรักษาจากรพ.ในรัศมีรอบที่อยู่ จนกว่าผู้เยาว์จะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์นะคะ
คำถามข้อ 14-26 : คำถามสำหรับผู้ขอเอาประกันภัยอายุ 16 ปีขึ้นไป และผู้ชำระเบี้ยประกันภัยที่ต้องการซื้อสัญญาเพิ่มเติมผู้ชำระเบี้ยประกันภัย
ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดต่อการพิจารณารับประกันค่ะ
หากมีการปกปิดข้อเท็จจริง แล้วบริษัทสืบทราบภายหลังจากประวัติการรักษาหรือหลักฐานอื่น ๆ
บริษัทสามารถปฏิเสธเคลม และ/หรือ บอกล้างสัญญาหรือไม่ต่ออายุสัญญาภายหลังได้ค่ะ
คำถามข้อ 14 : ข้อมูลประกันเดิมที่มีอยู่หรือกำลังขอเอาประกัน
บริษัทประกัน วงเงินเอาประกันชีวิต เงินชดเชยโรคร้ายแรง เงินชดเชยอุบัติเหตุ เงินชดเชยรายวันนอนรพ.
ที่ทำไว้แล้วกับบริษัทอื่น หรือกำลังขอเอาประกันอยู่
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าเงินชดเชยเดิมมีอยู่แล้วเท่าไหร่ เพื่อคำนวณเทียบกับรายได้ของผู้ขอเอาประกันว่า
สามารถทำประกันเงินชดเชยชีวิต โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และนอนรพ.เพิ่มได้อีกไม่เกินเท่าไหร่
หากไม่แถลงข้อมูลตามความเป็นจริง แล้วบริษัทสืบทราบภายหลังตอนเคลมว่าเงินชดเชยที่ทำ
สูงกว่าศักยภาพการชำระเบี้ยประกันตามรายได้ที่แท้จริง บริษัทสามารถปฏิเสธการจ่ายเคลมคืนเบี้ยประกันได้ค่ะ
คำถามข้อ 15 : ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกัน
ผู้ขอเอาประกันเคยถูกปฏิเสธการรับประกัน เลื่อนการรับประกัน เพิ่มเบี้ยประกัน เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกัน จากการขอเอาประกันภัย การขอต่ออายุ การขอกลับคืนสู่สถานะเดิมหลังประกันขาด หรือไม่ ด้วยสาเหตุใด
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าผู้ขอเอาประกันมีความเสี่ยงในการรับประกันหรือไม่นะคะ เช่น หากเคยถูกบริษัทอื่นปฏิเสธการรับประกันมา
ผู้พิจารณาจะเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณารับประกันมากขึ้นค่ะ
ปฏิเสธการรับประกัน คือ บริษัทพิจารณาความเสี่ยงด้านอาชีพ/สุขภาพแล้วไม่สามารถทำประกันได้เลย
เลื่อนการรับประกัน คือ การมีประวัติสุขภาพบางอย่างที่ผลการวินิจฉัยหรือการรักษายังไม่เป็นที่สิ้นสุด บริษัทจึงขอรอให้ผลการวินิจฉัยหรือการรักษาเป็นที่สิ้นสุดก่อน ค่อยกลับมาพิจารณารับประกันกันใหม่
เพิ่มเบี้ยประกัน คือ การต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงกว่าคนอื่นจากปัจจัยเรื่องอาชีพ/สุขภาพ
เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกัน คือ การที่มีข้อยกเว้นไม่คุ้มครองโรคบางโรคจากประวัติการรักษา
คำถามข้อ 16-17 : ข้อมูลยาเสพติด
เคยค้ายาเสพติด ต้องโทษคดียาเสพติด หรือเสพยาติดชนิดใดหรือไม่
การเสพยามีผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายทั้งระบบ บริษัทจะใช้ข้อมูลตรงนี้ในการไม่รับประกันหรือรับแบบมีเงื่อนไขนะคะ
คำถามข้อ 18 : ข้อมูลการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ชนิดเครื่องดื่ม ปริมาณ ความถี่ ระยะเวลาที่ดื่ม เลิกดื่มเมื่อไหร่
ข้อมูลนี้มีผลกับการพิจารณาขอตรวจค่าตับ ค่าเลือดต่าง ๆ ประกอบการพิจารณารับประกันในรายที่มีการดื่มเยอะ ดื่มถี่นะคะ
หากดื่มไม่บ่อยก็ต้องแถลงเช่นกันค่ะ โดยในใบคำขอจะมีให้เลือกความถี่เป็นการดื่มเพื่อเข้าสังคมค่ะ
ในกรณีที่เลิกดื่มไปแล้ว ต้องระบุพฤติกรรมการดื่มก่อนเลิกดื่มด้วยนะคะ
คำถามข้อ 19 : ข้อมูลการสูบบุหรี่
ปริมาณการสูบต่อวัน ระยะเวลาการสูบ เลิกสูบเมื่อไหร่
ข้อมูลนี้มีผลกับการพิจารณาขอตรวจเอกซเรย์ปอดประกอบการพิจารณารับประกัน และการไม่รับประกันหรือรับแบบมีเงื่อนไขนะคะ
หากสูบเป็นบุหรี่ไฟฟ้า Pod หรือ IQOS สามารถแถลงเพิ่มเติมในข้อ 26 ได้ค่ะ
หากมีการเลิกสูบไปแล้ว ต้องแถลงว่าตอนที่สูบอยู่ มีปริมาณและระยะเวลาการสูบมานานเท่าไหร่นะคะ
คำถามข้อ 20 : BMI
ส่วนสูง น้ำหนัก การเพิ่มลดของน้ำหนักในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และสาเหตุที่น้ำหนักเปลี่ยนแปลง
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าผู้ขอเอาประกันผอมไปหรืออ้วนไปหรือไม่ น้ำหนักเพิ่มลดเร็วเกินไปหรือไม่
ในหลาย ๆ ครั้งการที่น้ำหนักลดลงมากเกินไป หรือเพิ่มขึ้นมากเกินไปในระยะเวลาแค่ 6 เดือน ก็บ่งชี้ถึงสุขภาพที่ไม่ปกติได้ค่ะ
BMI มีผลต่อการขอตรวจสุขภาพ ตรวจเลือดเพิ่มเติมประกอบการพิจารณารับประกัน
มีผลต่อการเพิ่มเบี้ย การเลื่ิอนพิจารณารับประกัน หรือปฏิเสธการรับประกันได้ค่ะ
คำถามข้อ 21 : การติดเชื้อ HIV และ ไวรัสตับอักเสบของบุคคลในครอบครัว
บิดา มารดา สามี ภรรยา พี่น้องร่วมบิดา/มารดา
ข้อมูลนี้ใช้ดูว่าผู้ขอเอาประกันมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HIV หรือ ไวรัสตับอักเสบซึ่งเป็นโรคที่กระทบกับระบบสำคัญของร่างกายทั้งระบบหรือไม่นะคะ
หากมีบุคคลในครอบครัวที่ติดเชื้อ บริษัทอาจขอให้ตรวจ HIV หรือ ค่าตับเพิ่มเติมประกอบการพิจารณารับประกันค่ะ
คำถามข้อ 22-26 จะเกี่ยวข้องกับประวัติการรักษา การตรวจสุขภาพทั้งหมดนะคะ
ไม่ว่าจะแค่ตรวจเจอแต่ไม่ต้องรักษา หรือตรวจเจอแล้วเลือกที่จะไม่รักษา หรือกำลังรักษาอยู่ หรือเคยเป็นแต่รักษาหายแล้ว
ก็ต้องแถลงในใบคำขอให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จำได้นะคะ
ส่วนใหญ่ลูกค้าจะพลาดไม่ได้แถลงเพราะลืม เพราะแพทย์ไม่ได้แจ้งว่าผิดปกติ หรือแจ้งแล้ว แต่ลูกค้าลืมเอง เลยแถลงว่าผลปกติ
หรือบางครั้งก็ไม่ได้แถลงเพราะในใบคำขอไม่ได้มีรายชื่อโรคที่ตัวเองเป็น เลยเข้าใจว่าไม่ต้องแถลง
บางเคสก็เข้าใจผิดว่าต้องแถลงเฉพาะโรคที่หาหมอในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้องแถลงของทั้งชีวิต
ที่ปลอดภัยที่สุดเลยจะเป็นการส่งประวัติการรักษาและผลตรวจสุขภาพทั้งหมดเข้าบริษัทเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจเหล่านี้นะคะ
น้ำมีเขียนบทความเรื่อง การส่งประวัติการรักษาทั้งหมดตั้งแต่ตอนสมัครทำประกันดียังไง? ไว้ สามารถกดเข้าไปอ่านได้เลยค่ะ
คำถามข้อ 22 : ประวัติการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์
36 โรค ที่ต้องระบุวัน/เดือน/ปีที่ได้รับการวินิจฉัย (หากจำวันที่เป๊ะ ๆ ไม่ได้ สามารถระบุแค่เดือนปี หรือระบุแค่ปีได้)
ผลการวินิจฉัย/การรักษา/การตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์ และอาการปัจจุบัน สถานพยาบาลที่วินิจฉัย/รักษา/ตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์
คำถามข้อ 23 : ประวัติสุขภาพ
22 อาการผิดปกติทางร่างกายที่ผู้ขอเอาประกันมีอาการ แต่อาจจะยังไม่ได้ไปพบแพทย์ แต่มีผลต่อการพิจารณารับประกัน
คำถามข้อ 24 : ประวัติการรักษาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
การตรวจสุขภาพ/การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค (เช่น ความดันโลหิต การตรวจปัสสาวะ การตรวจเอ็กซเรย์ การตรวจเลือด การตรวจ MRI การตรวจ Ultrasound การตรวจโดยการส่องกล้อง การตรวจแมมโมแกรม การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ การตรวจแบบอื่น ระบุวัน/เดือน/ปี สถานพยาบาลที่ตรวจ/รักษา และผลการตรวจ/รักษา
การบาดเจ็บ/เจ็บป่วย ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลหรือรับการผ่าตัด หรือรับคำแนะนำจากแพทย์แผนปัจจุบัน/แพทย์ทางเลือก ระบุโรค วัน/เดือน/ปี ที่ตรวจ/รักษา สถานบาลที่ตรวจ/รักษา ผลการตรวจ/รักษา
คำถามข้อ 25 : ประวัติการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์
19 โรค ที่ต้องระบุวัน/เดือน/ปีที่ได้รับการวินิจฉัย (หากจำวันที่เป๊ะ ๆ ไม่ได้ สามารถระบุแค่เดือนปี หรือระบุแค่ปีได้)
ผลการวินิจฉัย/การรักษา/การตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์ และอาการปัจจุบัน สถานพยาบาลที่วินิจฉัย/รักษา/ตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์
คำถามข้อ 26 : สำหรับชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม
ระบุข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นต่อการพิจารณารับประกัน การตรวจ/รักษา/หัตถการอะไรที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์ข้อ 22/23/25 แต่มองว่าสำคัญและจำเป็นต่อการพิจารณารับประกัน ให้มาระบุที่ข้อนี้ได้ทั้งหมด เช่น การศัลยกรรมตกแต่ง การปักปากกาควบคุมน้ำหนัก การพบจิตแพทย์ การตรวจสุขภาพที่เกิน 5 ปีไปแล้วแต่ผลมีความผิดปกติแล้วยังไม่ได้ตรวจติดตามต่อ การรักษา/การผ่าตัดที่แพทย์วางแผนว่าจะทำแต่สุดท้ายไม่ได้ทำ รพ.ที่รักษาประจำอยู่ที่ไหน เป็นต้น
คำถามข้อ 27-29 จะเป็นคำถามสุขภาพสำหรับแบบประกันที่บริษัทอนุญาตให้พิจารณารับประกันด้วยคำถามสุขภาพอย่างสั้น (SIO) ได้นะคะ
ใช้แทนการตอบคำถามข้อ 22-25 โดยจำนวนโรค/อาการที่ต้องแถลงจะละเอียดน้อยกว่าค่ะ
หากผู้ขอเอาประกันแถลงข้อมูลในใบคำขอเอาประกันอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตรงตามความเป็นจริงแล้ว รวมถึงส่งประวัติการรักษาครบทุกรพ.ที่มีประวัติแบบยกแฟ้ม การพิจารณารับประกันก็จะครบถ้วนสมบูรณ์ หากในอนาคตมีเคลม ต่อให้มีการสืบประวัติการรักษา ก็จะเจอประวัติเท่ากันกับที่บริษัทได้รับมาตอนสมัครทำประกันนะคะ ทำให้บริษัทประกันไม่สามารถปฏิเสธการจ่ายเคลมหรือปฏิเสธการต่อสัญญา จากเหตุของการปกปิดประวัติการรักษาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจได้ค่ะ
หลายท่านอาจมีคำถามว่า
แล้วถ้าพึ่งมานึกได้ทีหลังว่ามีประวัติการรักษาเรื่องนี้ ตอนที่กรมธรรม์อนุมัติไปนานแล้วล่ะ ต้องทำอย่างไร?
ทันทีที่รู้ตัว ขอให้รีบติดต่อตัวแทน เซ็นใบเปลี่ยนแปลงชี้แจงประวัติการรักษาดังกล่าว พร้อมนำประวัติการรักษาและผลตรวจส่งเข้าบริษัท นะคะ
เอไอเอจะทำหมายเหตุไว้ในระบบหลังบ้านให้ค่ะ หากประวัติดังกล่าวมีผลต่อการพิจารณารับหรือไม่รับทำประกันแต่แรก
เอไอเอจะติดต่อชี้แจงปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการรับประกันอีกทีค่ะ
สัญญาประกันชีวิตเป็นสัญญาที่ผูกพันดูแลการในระยะยาว ตั้งใจใช้เวลากรอกใบคำขอเอาประกันอย่างละเอียดรอบคอบสักหน่อย ยอมเสียเวลาขอประวัติการรักษา ส่งประวัติการรักษาให้ครบตั้งแต่ตอนสมัครทำประกันสักนิด จะส่งผลดีต่อการเคลมตลอดชีวิตอย่างแน่นอนค่ะ
